วันเสาร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555

ชนเผ่าภูไท


......ภูไท....

ชาวภูไท เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดรองลงมาจากกลุ่มไทลาว ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีแม่น้ำโขงแยกกลุ่มนี้ออกจากภูไทในภาคเหนือของลาว และญวน กลุ่มภูไทกลุ่มใหญ่ที่สุดอาจจะอยู่แถบลุ่มน้ำโขง และแถบเทือกเขาภูพาน 

เช่น จังหวัดนครพนม ได้แก่อำเภอคำชะอี ธาตุพนม เรณูนคร นาแก จังหวัดสกลนคร ได้แก่ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้แก่ อำเภอกุฉินารายณ์ เขาวง สหัสขันธ์ ส่วนภูไทผู้เข้าสู่ภาคกลางในจังหวัดราชบุรี และเพชรบุรี ในย่านนั้นเรียกว่า 'ลาวโซ่ง' 

เผ่าภูไท เป็นคนเผ่าไทยกลุ่มหนึ่งที่มีอยู่ในแคว้นสิบสองจุไทย และอาณาจักรล้านช้าง การเคลื่อนย้ายของชาวภูไท เข้าสู่ภาคอีสานมีหลายครั้ง และมาจากที่ต่างๆ จึงทำให้กลุ่มภูไทที่เข้ามาอยู่ในจังหวัดสกลนคร เรียกชื่อตัวเองตามแหล่งเมืองเดิมของตนเช่น ผู้ไทวัง คือ ผู้ไทที่อพยพมาจากเวงวัง มาตั้งบ้านเรือนอยู่แถบอำเภอพรรณานิคม 

ผู้ไทกระป๋อง คือภูไทที่อพยพมาจากเมืองกะปอง มาตั้งบ้านเรือนในเขตอำเภอวาริชภูมิ ผู้ไทกะตาก คือผู้ไทที่อพมาจากเมืองกะตาก มาตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตำบลโนนหอม และแถบริมหนองหาร ทางทิศใต้ 

ชาวภูไทมีลักษณะความเป็นอยู่แบบครอบครัวใหญ่ในบ้านเดียวกัน เป็นกลุ่มคนทำงานที่มีความขยันขันแข็ง มัธยัสถ์ ทำงานได้หลายอาชีพเช่น ทำนา ทำไร่ ค้าวัว ค้าควาย นำกองเกวียนบรรทุกสินค้าไปขายต่างถิ่นเรียกว่า 'นายฮ้อย' เผ่าภูไทเป็นกลุ่มที่พัฒนาได้เร็วกว่าเผ่าอื่น มีความรู้ความเข้าใจและมีความเข้มแข็งในการปกครอง มีหน้าตาที่สวย ผิวพรรณดี กริยามารยาทแช่มช้อย มีอัธยาศัยไมตรีในการต้อนรับแขกแปลกถิ่นจนเป็นที่กล่าวขวัญถึง 

เผ่าภูไทนิยมนุ่งผ้าซิ่นหมี่ตีนต่อ เป็นผืนเดียวกันกับผ้าผืนกว้างประมาณ 4-5 นิ้ว ย้อมครมเกือบสีดำ เรียกว่าผ้าดำหรือซิ่นดำ สวมเสื้อแขนกระบอกสามส่วน สำดำขลิบแดง ติดกระดุมเงิน หรือเหรียญสตางค์ หรือกระดุมขาวมาติดเรียงสองแถวห่มด้วยผ้าขิดพื้นเมือง เปลือยไหล่ด้านขวา ห่มด้านซ้ายและมัดชายผ้าสีข้างด้านขวา นิยมสวมสร้อยคอ สร้อยข้อมือ ข้อเท้า ด้วยโลหะเงิน เกล้าผมเป็นมวยสูงตั้งตรง ใช้ผ้ามนหรือแพรมนทำเป็นผ้าสี่เหลี่ยมเล็กๆ ม้วนผูกมวยผม 

วัฒนธรรมประเพณี เผ่าภูไท มีเอกลักษณ์เป็นจุดเด่นหลายประเภท เช่น การแต่งทำนองดนตรี เรียกว่า 'ลายเป็นเพลงของภูไท' มีบ้านแบบภูไทคือ มีป่องเอี้ยม เป็นช่องลม มีประตูป่อง หน้าต่างยาวจรดพื้น มีห้องภายในเรือนเป็นห้องๆ ที่เรียกว่า 'ห้องส่วม' 

วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

..วรรณกรรมพื้นบ้าน..

                                วรรณกรรมพื้นบ้าน 
                    
วรรณกรรมพื้นบ้าน หมายถึง ผลงานที่เกิดขึ้นจากการใช้ภาษาโดยการพูดและการเขียนของกลุ่มชนในแต่ละท้องถิ่น เช่น วรรณกรรมพื้นบ้านภาคเหนือ วรรณกรรมพื้นบ้านภาคอีสาน วรรณกรรมพื้นบ้านภาคใต้ เป็นต้น ซื่งในแต่ละท้องถิ่นก็จะใช้ภาษาพื้นบ้านในการถ่ายทอดเป็นเอกลักษณ์
วรรณกรรมที่สื่อเรื่องราวด้านต่างๆ ของท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น จารีตประเพณี ชีวิตความเป็นอยู่ สภาพเศรษฐกิจและสังคม ทัศนคติ ค่านิยม ตลอดจนความเชื่อต่างๆ ของบรรพบุรุษ อันเป็นพื้นฐานของความคิดและพฤติกรรมของคนในปัจจุบัน
ลักษณะของวรรณกรรมพื้นบ้าน
1.             เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาจากมุขปาฐะ คือ เป็นการเล่าสืบต่อกันมาจากปากต่อปากและแพร่หลายกันอยู่ในกลุ่มชนท้องถิ่น
2.             เป็นแหล่งข้อมูลที่บันทึกข้อมูลด้านขนบธรรมเนียมประเพณีของกลุ่มชนท้องถิ่น อันเป็นแบบฉบับให้คนยุคต่อมาเชื่อถือและปฏิบัติตาม
3.             มักไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง เพราะเป็นเรื่องที่บอกเล่าสืบต่อกันมาจากปากต่อปาก
4.             ใช้ภาษาท้องถิ่น ลักษณะถ้อยคำเป็นคำง่ายๆ สื่อความหมายตรงไปตรงมา
5.             สนองความต้องการของกลุ่มชนในท้องถิ่น เช่น
1.             เพื่อความบันเทิง
2.             เพื่ออธิบายสิ่งที่คนในสมัยนั้นยังไม่เข้าใจ
3.             เพื่อสอนจริยธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีและพฤติกรรมด้านต่างๆ
ประเภทของวรรณกรรมพื้นบ้าน
1.             จำแนกโดยอาศัยเขตท้องถิ่นได้ ๔ ประเภท คือ
1.             วรรณกรรมพื้นบ้านภาคเหนือ (วรรณกรรมล้านนา)
2.             วรรณกรรมพื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
3.             วรรณกรรมพื้นบ้านภาคใต้
4.             วรรณกรรมพื้นบ้านภาคกลาง
2.             จำแนกตามวิธีการบันทึก ได้ ๒ ประเภท คือ
1.             วรรณกรรมมุขปาฐะ หมายถึง วรรณกรรมที่ใช้วิธีเล่าจากปากต่อปาก ไม่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
วรรณกรรมลายลักษณ์อักษร หมายถึง วรรณกรรมที่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

คำสอยหรือความสอย

          ชาวอีสานเป็นกลุ่มชนที่รักความสนุกสนานเฮฮา ไม่ว่ากิจการงานใดก็แล้วแต่ โดยส่วนมากจะแฝงความสนุกสนานไว้ตลอด
อย่างเช่นคำสอยนี้ก็เช่นกัน ในช่วงเวลาหนึ่งอย่างหมอลำที่เป็นศิลปพื้นบ้านอีสาน ในขณะที่ฟังหลอลำกันอยู่แล้วเกิด่มีอารมณ์คึกคักสนุกสนาน
ก็จะพูดคำสอยขึ้นมาขั้นเป็นจังหวะทำให้บรรยากาศครึกครื้น เมื่อมีผู้กล่าวคำสอยเสร็จแล้ว บรรดาผู้ฟังทั้งหลายก็จะพากันเฮรับพร้อมกันเป็นที่สนุกสนานมาก เช่น
สอย... สอย... สาวส่ำน้อยงอยขี่ขอนจิก บาดห่าขอนพาพลิก ... โอ้ย เบิ่งบ่ได้
(กล่าวถึงการไม่สงบเสงี่ยมของสาววัยรุ่น)
สอย... สอย... นกแตดแต้บินข้ามปลายตาล ไผได้ผัวทหารผู้นั้นฮักซาติ
(ล้อเลียนหญิงสาวที่มีคู่รักถูกเกณฑ์เป็นทหาร)
สอย... สอย... นกขุ่มหลี่สี้นกกด สาวนั่งตดแตดโงโล่งโค่ง
(ล้อเลียนการไม่รู้จักสำรวมในการนั่งของหญิงสาว)
สอย... สอย... นกแตดแต้บินข้วมทางเกวียน สาวนักเรียนสี้ครูประจำชั้น คันบ่เฮ็ดจั่งซั้นสิบ่ได้คะแนน
(การประพฤติผิดศีลธรรมระหว่างครูกับศิษย์)
สอย... สอย... หัวสิงไคเป็นกอพะยะ ผู้สาวมักพระ ตกนรกอเวจี
(เป็นการเตือนสติให้สาวเกรงกลัวต่อบาป)
สอย... สอย... เฒ่าสิตายบายโคยผัวว่าแม่นหัวไก่ตี "เสมอแดงสิบบาท" เอาเลยบักแดงลูกแม่
(แสดงความเลอะเลือนและลุ่มหลงในการพนัน)
สอย... สอย... เฒ่าสิตายตกโพนหมากพริก ลุกขึ้นได้แตดแข็งยิกยิก
(คนแก่แล้วไม่รู้จักเจียมสังขาร)
สอย... สอย... นกแคบแคบินข้วมหลังเล้า ผู้เฒ่าสี้กันหัวฟัดหัวเฟือน
(เป็นการสบประมาทความแก่ตามประสาคนหนุ่มที่ปากอยู่ไม่สุข)
สอย... สอย... เฒ่าสิตายอยากกินลาบกระต่าย บ่แม่นของหาง่ายดี้เฒ่าห่าตำหัว
(คนแก่เอาใจยากหรือคนแก่เอาแต่ใจตัวเอง)

ผญาภูมิปัญญาชาวอีสาน

  "ผญา" หมายถึง ปัญญา, ปรัชญา, ความฉลาด, คำภาษิตที่มีความหมายลึกซึ้ง (wisdom, philosophy, maxim, aphorism.)ผญา คือ คำคม สุภาษิต หรือคำพูดที่เป็นปริศนา คือฟังแล้วต้องนำมาคิด มาวิเคราะห์ เพื่อค้นหาคำตอบที่เป็นจริงและชัดเจนว่า หมายถึงอะไร ผญา เป็นคำพูดที่คล้องจองกัน ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องมีสัมผัสเสมอไป แต่เวลาพูดจะ ไพเราะสละสลวย และในการพูดนั้นจะขึ้นอยู่กับจังหวะหนักเบาด้วย ผญา เป็นการพูดที่ต้องใช้ไหวพริบ สติปัญญา มีเชาวน์ มีอารมณ์คมคาย พูดสั้นแต่กิน ใจความมาก
  " อย่าได้เว้าฟู่ฟู่ขวัญเพิ่นเป็นกระดัด
อย่าได้มีโทโสใส่เขาขมฮ้าย
อย่าได้มัวเมาต้านติเตียนขวัญผู้อื่น
โทษเขามีถ่อก้อยอย่าเทียวเว้าถ่อฝ่ามือ
อย่าได้ถือเขาพุ้นเป็นใจมันบ่แม่น
แม่นโทษเขามีถ่อฟ้าอย่าจาเว้าให้ป่วยการ
เขาบ่แถมพรให้ทุนฮอนเบี้ยบาท
แม่แต่แถมโทษให้เฮาได้เมื่อลุน "  
      คำแปล    ผญาบทนี้เป็นการสั่งสอนคนไม่ให้ไปนินทาหรือไปยุ่งเรื่องของคนอื่น การทำตัวยุ่งเรื่องของคนอื่นเป็นสิ่งไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เขากระทำความผิดแค่นิดเดียวแต่เราก็ไปขยายความว่าเขามีความผิดมากมาย ถึงแม้เขาจะมีความผิดจริงหรือกระทำความผิดอย่างรุนแรงก็ไม่ใช่เรื่องที่เราจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกฎหมายบ้านเมืองให้ดำเนินการ หรือปล่อยให้สังคมลงโทษเขาเอง 

        เมื่อใดถ้าเราถลำตัวหลงไปยุ่งเกี่ยว ไปวุ่นวาย ไปนินทา หรือไปดุด่าเขาคนที่เราตำหนิเขาย่อมไม่พอใจ สักวันเขาอาจจะทำร้ายเราวันหลังก็ได้ เป็นคำสอนคล้ายกับสุภาษิตสำนวนไทยที่ว่า
          " พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง "

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สำนวนไทย

สำนวนไทย คือถ้อยคําหรือข้อความที่กล่าวสืบต่อกันมาช้านานแล้ว มีความหมายไม่ตรงตามตัวหรือมีความหมายอื่นแฝงอยู่[1หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า สำนวน คือถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือความที่เรียบเรียงขึ้นในเชิงอุปมาอุปมัยโดยมีนัยแฝงเร้นซ่อนอยู้อย่างลึกซึ้ง แยบคาย เพื่อให้ผู้รับได้ไปตีความ ทำความเข้าใจด้วยตนเองอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งอาจแตกต่างไปความหมายเดิมหรืออาจคล้ายคลึงกับความหมายเดิมก็ได้ สันนิษฐานว่าสำนวนนั้นมีอยู่ในภาษาพูดก่อนที่จะมีภาษาเขียนเกิดขึ้นในสมัยสุโขทัย โดยเมื่อพิจารณาจากข้อความในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงแล้ว ก็พบว่ามีสำนวนไทยปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ เช่น ไพร่ฟ้าหน้าใส หมายถึง ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข  

 จับปลาสองมือ


  ความหมาย  ทำอะไรหลายอย่างในเวลาเดียวกันอาจไม่สำเร็จสักอย่าง
     ที่มา      การจับปลาต้องจับที่ละตัวโดยใช้สองมือจับให้มั่น ถ้าจับพร้อมกันด้วยมือข้างละตัว ปลาอาจหลุดมือไปทั้งสองตัว
      อย่าจับปลาสองหัตถ์จะพลัดพลาด   จับให้ลงคงให้ขาดว่าเป็นผัว
  จึงนับว่าคนดีไม่มีมัว                        ถ้าชายชั่วร้างไปมิใช่ชาย